การประชุมออนไลน์ครั้งที่ 14 ของการประชุมเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 10 เรื่อง "เพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศ และสุขภาพและสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ในเอเชียแปซิฟิก"

Warunee Kuthithamee วารุณี ขัติเตมี รายงาน 

การประชุมออนไลน์ครั้งที่ 14 ของการประชุมเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 10 เรื่อง เพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศ และสุขภาพและสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ในเอเชียแปซิฟิก

โดยการประชุมออนไลน์ครั้งนี้เป็นการประชุมออนไลน์ครั้งสุดท้ายของการประชุมเอเชียแปซิฟิกครั้งที่ 10 หรือAPCRSHR10 ซึ่งได้จัดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งประธาน คือ Dr Chivorn Var ผู้ก่อตั้งและ Executive Director ของ Reproductive Health Association of Cambodia (RHAC) ได้กล่าวว่า เพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศเป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการให้ความเคารพต่อความหลากหลายทางเพศ และรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน ส่งผลให้เพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศมีความสำคัญมากต่อการเข้าถึงอนามัยเจริญพันธุ์และการบริการทางสังคมอื่น ๆ อย่างเท่าเทียมกัน อันเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่กล่าวว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Chey Leaphy Heng, Program Team Manager ของ Rainbow Community Kampuchea, ประเทศกัมพูชา นำเสนอว่า สิทธิ SOGIE นั้นเป็นสิทธิมนุษยชน

ปัญหา SOGIESC ในประเทศกัมพูชานั้นประเด็นสำคัญได้แก่

  • การถูกปฏิเสธในครอบครัว โดย 81% ของกลุ่ม LGBT ที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีต้องเผชิญกับความรุนแรงทางอารมณ์ และ 35% เคยคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน
  • ทางด้านสังคม ได้แก่ การโดนรังแกที่โรงเรียน และหญิงข้ามเพศต้องเผชิญกับการล่วงละเมิดในที่สาธารณะและในที่ทำงาน
  • ขาดความคุ้มครองทางกฎหมาย เนื่องจาก
    • ไม่มีกฎหมายที่ยอมรับเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศที่กำหนดขึ้นเอง
    • ไม่มีกฎหมายความเท่าเทียมกันในการแต่งงาน การปฏิเสธสิทธิ์การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมเต็มรูปแบบสำหรับคู่รักLGBT
    • ไม่มีกฎหมายที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติ

โดย SOGIESC ใช้ยุทธศาสตร์ กลไก UPR (Universal Periodic Review) เพื่อเป็นสากลโดยสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศได้มีการทบทวน การสนทนาแลกเปลี่ยนที่โปร่งใสและเปิดเผย การปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ซึ่งได้จัดทำกันทุก ๆ 4.5 ปี โดยรอบที่ 3 นี้ คือ ปี พ.ศ. 2562 - 2566 จะมีการทบทวนด้านสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

เราเลือกใช้กลไกนี้เนื่องจาก รัฐจะมีความเป็นเจ้าของมากขึ้น โดยความซื่อสัตย์และความมุ่งมั่นของรัฐ และการแจ้งเตือนต่อเพื่อนร่วมงาน และความร่วมมือของภาคประชาชนในการให้ความช่วยเหลือ

กระบวนการ คือ

  • ปี พ.ศ. 2560 - 2561 ได้เริ่มจัดตั้ง และปรึกษากับสมาชิก เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจในแนวคิดหลักและหน้าที่ของกลไก และมีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเขียนและส่งรายงานร่วมกัน
  • กลางปี พ.ศ. 2561 ได้ปรึกษากับสมาชิกในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และคำแนะนำ ปรึกษากับภาคประชาสังคมอื่น ๆ เพื่อส่งรายงานร่วมกัน
  • สิ้นปี พ.ศ. 2561 เริ่มทำการรณรงค์ในประเทศกัมพูชาและเมืองเจนีวา
  • มกราคม พ.ศ. 2562 รัฐได้ทำการตรวจสอบและยอมรับคำแนะนำ

สิทธิ SOGIESC ต่อกลไก UPR ของประเทศกัมพูชา

โดยรอบที่ 3 ของประเทศกัมพูชา ได้มีขึ้นในปี พ.ศ. 2561 - 2562 โดยมี

  • 258 ข้อเสนอแนะ เกี่ยวกับ SOGIESC ได้จัดทำขึ้นจากทั่วโลก โดย 40 ประเทศถึง 26 ประเทศ
  • 169 ข้อเสนอแนะ ได้รับจาก 73 ประเทศสมาชิกที่มีต่อประเทศกัมพูชาในประเด็นต่าง ๆ โดย 9 ข้อ เป็นสิทธิด้าน SOGIESC โดยชัดเจน
  • 5 ข้อเสนอแนะอยู่ในนโยบายต่อต้านการเลือกปฏิบัติและหรือกฎหมายเพื่อปกป้อง LGBTI
  • 3 ข้อเสนอแนะ คือการแก้ไขมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญเพื่ออนุญาตให้มีการแต่งงานระหว่างเพศเดียวกัน
  • 1 ข้อเสนอแนะสำหรับกฎหมายระบุเพศ

คำประกาศของรัฐบาลกัมพูชาในรอบที่ 3 นี้ ได้จัดขึ้นที่สภาสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562 โดยได้ประกาศว่ารัฐบาลต้องเป็นผู้นำในการส่งเสริมสิทธิของกลุ่ม LGBT และขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบต่อคนกลุ่มนี้ในประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตามในการแก้ไขกฎหมายแพ่งเพื่อให้การปฏิบัติดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการรณรงค์ให้เกิดการตระหนักของสาธารณชนมากขึ้น เพื่อให้สังคมและชุมชนยอมรับมากขึ้น จะทำให้การต่อต้านทางวัฒนธรรมน้อยลงซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ไขกฎหมาย

บทเรียนที่ได้รับ

  • กระบวนการให้คำปรึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา ความต้องการ ความสำคัญของกลไก UPR ต่อ LGBT ชุมชน และรัฐบาล
  • บทบาทขององค์กร เครือข่ายในท้องถิ่นภูมิภาคและระหว่างประเทศ อันได้แก่ การอำนวยความสะดวก การประสานงาน และความช่วยเหลือ
  • ความถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับการดำเนินการสนับสนุนในระดับท้องถิ่นและระดับชาติอย่างต่อเนื่อง

Ciptasari Prabawanti, ผู้อำนวยการ Siklus Indonesia ได้นำเสนอเรื่อง อัตลักษณ์ทางเพศ เพศวิถี ความเสี่ยงทางเพศ และพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยของลูกค้าในกลุ่มพนักงานบริการข้ามเพศจากเมืองการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

วัตถุประสงค์ คือ การศึกษานี้ได้ตรวจสอบส่วนประกอบของอัตลักษณ์ทางเพศ เพศวิถี พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศและการป้องกันของลูกค้าของพนักงานบริการข้ามเพศในเมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจใช้ถุงยางอนามัยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์เพื่อป้องกันการแพร่ของเอชไอวี

โดยการศึกษานี้มุ่งตอบคำถามว่า

  • ใครคือลูกค้าของพนักงานบริการข้ามเพศ?
  • พวกเขาเรียนรู้พฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่?
  • พวกเขาเรียนรู้พฤติกรรมการป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยหรือไม่?

ระเบียบการวิจัย

  • ลูกค้าของพนักงานบริการข้ามเพศจำนวน 250 คน ได้รับคัดเลือกและสัมภาษณ์โดยหญิงข้ามเพศจากองค์กร WARIA โดยใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้างทันทีหลังจากได้รับบริการทางเพศจากพนักงานบริการข้ามเพศ
  • การร่วมมือกับองค์กร WARIA ในเมืองจาการ์ตาเพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ขายบริการทางเพศและติดต่อผู้ประสานงานภาคสนาม หรือ “mami” ใน 5 เขต เพื่ออธิบายวัตถุประสงค์ของการศึกษา และขอให้ผู้สัมภาษณ์ได้ติดต่อกับพนักงานบริการข้ามเพศในการเป็นผู้ติดต่อหลักเพื่อการเข้าถึงลูกค้า ซึ่งลูกค้าถูกสัมภาษณ์ที่ทางรถไฟในเมืองจาการ์ตาตะวันออก

ข้อค้นพบ ได้แก่

  • อายุเฉลี่ยของลูกค้าคือ 27 ปี โดยมากกว่า 50% เรียนจบมัธยมปลายขึ้นไป ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่แต่งงานแล้ว แต่มีเพียง 11% เท่านั้นที่อาศัยอยู่กับภรรยาหรือคู่นอนที่เป็นผู้หญิง
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปากและการสอดใส่ทางทวารหนักเป็นพฤติกรรมทางเพศที่แพร่หลายมากที่สุดกับพนักงานบริการข้ามเพศ โดย 57% มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักแบบสอดใส่ แต่ 95% ดูเหมือนจะชอบการมีเพศสัมพันธ์ทางปากจากพนักงานบริการข้ามเพศ
  • มากกว่า 80% ของลูกค้าที่เข้ารับบริการมากกว่าหนึ่งครั้งนั้น จะมีการใช้ถุงยางอนามัย แต่มีเพียง 50% เท่านั้นที่ใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยลูกค้าประมาณ 50% อธิบายว่าตนเองเป็นคนรักต่างเพศและที่เหลือส่วนใหญ่อธิบายว่าตนเองเป็นไบเซ็กชวล
  • โดยรวมแล้วลูกค้ารู้สึกว่า ผู้หญิงมีความดึงดูดทางเพศมากที่สุด เพ้อฝันเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงมากที่สุดและรู้สึกว่าเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และ 92% ของผู้เข้าร่วมกล่าวว่าพวกเขาไม่มีลักษณะที่เป็นผู้หญิงเลย

การอภิปรายผล

  • ลูกค้าเป็นแรงงานอพยพอายุน้อยที่มีวุฒิการศึกษาปานกลางและแยกกันอยู่กับภรรยา พวกเขาอธิบายว่าตัวเองเป็นคนรักต่างเพศ และคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่อธิบายว่าตัวเองเป็นไบเซ็กชวล
  • โดยรวมแล้วลูกค้ารู้สึกว่าผู้หญิงมีความดึงดูดทางเพศมากที่สุด และยังเพ้อฝันเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง
  • พวกเขารู้สึกเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การมีเพศสัมพันธ์ทางปากและทางทวารหนักแบบสอดใส่เป็นพฤติกรรมทางเพศที่แพร่หลายมากที่สุดกับพนักงานบริการข้ามเพศ
  • การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าพวกเขามีคู่นอนหลายคนในช่วงเวลาหนึ่ง แต่พวกเขาไม่ได้เรียนรู้ว่าควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • การมีเพศสัมพันธ์กับพนักงานบริการข้ามเพศเป็นการทดแทนการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง

เสียงจากคนแถวหน้า โดย Rukhshana Kapali นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิและหญิงข้ามเพศคนแรกในเนปาลที่ขอยื่นกฎหมายในฐานะ 'ผู้หญิง' ได้กล่าวว่า ได้มีการรายงานและเผยแพร่อย่างกว้างขวางผ่านสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศหลายแห่งว่า เนปาลเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับ LGBTQIA + หลายคนเชื่อว่า queer ในเนปาลได้รับสิทธิตามกฎหมายทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะได้ยินประเทศเนปาลอ้างถึง "สัญญาณเตือนสำหรับสิทธิ LGBT" หรือ "เนปาลมีกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดเกี่ยวกับสิทธิ LGBT"

โดยเป็นที่เชื่อกันว่าประเทศเนปาลมีความก้าวหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงเรื่องสิทธิของคนข้ามเพศ ซึ่งทั้งหมดนี้กลับล้มเหลว ถ้าหากพิจารณาถึงระดับรากหญ้าและปัญหาที่แท้จริงที่ประชากรเหล่านี้ต้องเผชิญ คนข้ามเพศไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายเหมือนเพื่อนร่วมงานของพวกเขา ตัวฉันเองกำลังต่อสู้เพื่อขอเลขทะเบียนที่มหาวิทยาลัย Tribhuvan ซึ่งปฏิเสธการลงทะเบียนของฉัน เนื่องจากใบรับรองการศึกษาจากโรงเรียนไม่สอดคล้องกับเพศวิถีของฉัน และทางสถาบันที่ออกใบรับรองเหล่านั้นได้ปฏิเสธที่จะแก้ไขให้ฉัน

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับประเทศเนปาล คือรัฐคิดว่า 5 กลุ่มของ LGBTI เป็นกลุ่มย่อยของ 'เพศที่สาม' ดังนั้นจึงทำให้เข้าใจผิดพลาดในเรื่อง เพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศและลักษณะทางเพศโดยสิ้นเชิง

การบังคับให้ชายและหญิงข้ามเพศเป็น 'เพศที่สาม' ไม่ใช่การกำหนดสิทธิของเรา แต่เป็นการก่อให้เกิดการละเมิด สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นจุดยืน 'ไตรติยาบาดี' ได้กระตุ้นเตือนและเผยแพร่ความกลัวที่เกิดจากความหวาดกลัวภายในและภายนอกชุมชนเพศที่สามในเนปาล โดยกำหนดว่าสิ่งใดก็ตามที่นอกเหนือจากอัตลักษณ์ทางเพศของชาวฮินดูนั้นเป็นภัยคุกคามต่อชุมชน

ฉันในนามของ Queer Youth Group และผู้สนับสนุนทุกคน ขอเรียกร้องให้รัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศหน่วยงานของสหประชาชาติ เครือข่ายระดับภูมิภาค ภาคีการพัฒนา หน่วยงานจัดหาทุนและอื่น ๆ แก้ไขปัญหาการยอมรับเรื่องเพศในประเทศเนปาล เพื่อให้คนข้ามเพศและคนนอน-ไบนารี่ สามารถแก้ไขความเป็นพลเมืองและรับรองอัตลักษณ์ทางเพศที่ตนเองต้องการ และสามารถมีชื่อที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องโดนตีตราว่าเป็นเพศที่สาม เพื่อที่เราจะได้ยุติความเข้าใจผิดนี้ว่า LGBTI เป็นเพศที่สาม 

บทสรุปการประชุมออนไลน์ Asia Pacific Conference on Reproductive and Sexual Health and Rights ครั้งที่ 10 (APCRSHR10) โดยหลังจากวิทยากรทุกท่านได้นำเสนอเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประชุมได้ซักถามข้อคิดเห็น จากนั้นประธานได้กล่าวปิดการประชุม พร้อมกล่าวขอบคุณคณะกรรมการผู้จัดงาน ผู้สนับสนุนและผู้เข้าร่วมการประชุม อีกทั้งยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า การประชุม Asia Pacific Conference on Reproductive and Sexual Health and Rights ครั้งที่ 11 (APCRSHR11) จะมีขึ้นในปี พ.ศ. 2564 ที่จะถึงนี้อีกด้วย

วารุณี ขัติเตมี
รายงาน 

Warunee Kuthithamee วารุณี ขัติเตมี รายงาน

28 December 2020